รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ

รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ

ป่าไม้ ถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่อำนวยประโยชน์ให้แก่มนุษย์อย่างมหาศาล ในสมัยโบราณ มนุษย์ได้อาศัยไม้จากป่ามาทำเชื้อเพลิง เป็นอาหาร สร้างที่พำนักอาศัย เครื่องใช้ และอาวุธป้องกันตัว วันนี้เรามาทำ รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ กันเถอะ

รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ

ป่าไม้ที่ยืนต้นอยู่ก็ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งทางตรง และทางอ้อมอเนกประการ ป่าไม้ช่วยป้องกันและบรรเทาการพังทลาย ของดิน โดยช่วยลดความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลผ่านผิวดิน ช่วยยึดเหนี่ยวดินให้อยู่ คงที่ ป้องกันมิให้ดินตะกอนไหลไปทับถมท้องลำห้วย ลำน้ำ ทะเลสาบ เขื่อน และอ่างเก็บกักน้ำเพื่อการชล ประทาน หรือเพื่อพลังงานไฟฟ้า ซึ่งก็เท่ากับป่าไม้ช่วยทำให้การสัญจรตามลำน้ำ เป็นไปโดยสะดวก และช่วยยืดอายุการรับใช้ของเขื่อน หรืออ่างเก็บกักน้ำเหล่านั้น ให้ยืนยาวขึ้นด้วย

ป่าไม้ช่วยเก็บกักน้ำ ในลำห้วยลำธาร และน้ำใต้ดิน ให้มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ และใสสะอาด ป่าไม้ช่วยบรรเทา หรือป้องกันอุทกภัย พื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ที่มีป่าไม้ปกคลุม มีสภาพคล้ายกับฟองน้ำ ที่คอยช่วยซับซาบน้ำไว้ หลังจากฝนตกแล้ว ซึ่งเท่ากับช่วยควบคุมการไหลของน้ำในลำห้วย ลำน้ำ ป่าไม้ช่วยเสริมสร้างดินให้สมบูรณ์ขึ้นจากการผุพัง หรือการสลายตัว ของกิ่งไม้ ใบไม้ และซากพืชซากสัตว์ ที่กลายไปเป็นปุ๋ยธรรมชาติ

รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ

“ป่าไม้”

คำว่า “ป่าไม้” นี้มีความหมายที่แตกต่างกันไปตามยุคตามสมัย ตอนปลายศตวรรษที่ 13 ในยุโรป “ป่าไม้” หมายถึง พื้นที่ที่พระมหากษัตริย์ได้สงวนไว้ เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับล่าสัตว์ ของส่วนพระองค์ ส่วนสิทธิในการตัดไม้ และการก่นสร้างแผ้วถางป่า เพื่อการเพาะปลูก หรือเลี้ยงสัตว์ยังเป็นของประชาชนทั่ว ๆ ไปอยู่

ถัดมาอีกศตวรรษหนึ่ง “ป่าไม้” กลับหมายถึง พื้นที่อันกว้างขวางที่ประกอบด้วยป่าไม้ ทุ่งหญ้า และแม้แต่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในป่า สิทธิในการล่าสัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว ยังคงสงวนไว้เป็นของพระเจ้าแผ่นดินอยู่ ส่วนสิทธิในการใช้พื้นที่นั้น ๆ เพื่อประโยชน์อย่างอื่น ได้ถูกจำกัดลงไป บรรดาป่าไม้ที่สำคัญ ๆ ในประเทศอังกฤษ ล้วนแล้วแต่เป็นป่าไม้ประเภทดังกล่าวข้างต้น โดยกษัตริย์ในราชวงศ์นอร์แมนเป็นผู้กำหนดขึ้น

ปัจจุบันองค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ให้คำนิยามคำว่า “ป่าไม้” หมายถึง “บรรดาพื้นที่ที่มีพฤกษชาตินานาชนิดปกคลุมอยู่ โดยมีไม้ต้นขนาดต่างๆ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยไม่คำนึงว่า จะมีการทำไม้ในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม สามารถผลิตไม้ หรือมีอิทธิพลต่อลมฟ้าอากาศ หรือต่อระบบของน้ำในท้องถิ่น” นอกจากนี้พื้นที่ที่ได้ถูกตัดฟัน หรือแผ้วถาง หรือโค่นเผาไม้ลง และมีเป้าหมายที่จะปลูกป่าขึ้นในอนาคต ก็นับรวมเป็นพื้นที่ป่าไม้ด้วย แต่ทั้งนี้มิได้นับเอาป่าละเมาะ หรือหมู่ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่นอกป่า หรือต้นไม้สองข้างทางคมนาคม หรือที่ยืนต้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนา หรือที่ขึ้นอยู่ในสวนสาธารณะ ให้เป็นป่าไม้ด้วย

รู้จัก ทรัพยากรป่าไม้ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน ป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ใบกว้าง การจำแนกประเภทป่าไม้จึงไม่อาจดำเนินรอยตามแบบ ของซีกโลกตะวันตก ซึ่งแบ่งป่าไม้ออกเป็นประเภทตระกูลสน หรือไม้เนื้ออ่อน ซึ่งมีใบเรียวแคบเหมือนเข็ม และป่าใบกว้าง แต่ได้จำแนกประเภทของป่า โดยถือลักษณะของใบเป็นเกณฑ์ว่า เป็นประเภทที่ไม่ทิ้งใบ คือ เป็นป่าดงดิบ (evergreen) และป่าประเภททิ้งใบ หรือผลัดใบ (deciduous) เช่น ป่าเต็งรัง

ป่าไม้ที่สำคัญของประเทศไทย พอจะจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ และป่าประเภทที่ผลัดใบ จากป่าทั้ง 2 ประเภทพอจะจำแนกออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. ป่าดงดิบ

ป่าชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศตามท้องที่ที่มีฝนตกชุก และท้องที่ที่มีความชุ่มชื้นมาก แต่ที่มีขึ้นอยู่มากที่สุด ได้แก่ ทางภาคตะวันออก และภาคใต้ มีเนื้อที่ป่าทั้งหมดประมาณ 11 ล้านเฮกตาร์

2. ป่าผลัดใบผสมหรือเบญจพรรณ

(Mixed decidouous forests) ขึ้นอยู่ทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อที่ประมาณ 6 ล้านเฮกตาร์ ทางภาคเหนือมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไปในป่าชนิดนี้ ทางภาคกลางคงมีอยู่บ้างในบางท้องที่ เช่น ที่กาญจนบุรี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยมีไม้สักขึ้นอยู่บ้างในจังหวัดขอนแก่น หนองคาย และนครพนม แต่ปัจจุบันนี้มีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

3. ป่าแดง (Dry dipterocarp forests)

ขึ้นอยู่ทางภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าชนิดนี้มากที่สุดคือ มีอยู่ร้อยละ 70-80 ของป่าชนิดต่าง ๆ หรือประมาณ 10 ล้านเฮกตาร์

4. ป่าเลนน้ำเค็ม (Mangrove forests)

ขึ้นอยู่ในที่ดินเลนริมทะเล และตามปากน้ำใหญ่ ๆ ซึ่งมีน้ำทะเลขึ้นถึง ในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้มีเนื้อที่ประมาณ 368,000 เฮกตาร์

5. ป่าสน (Pine forests)

ขึ้นอยู่ในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป มีอยู่มากทางภาคเหนือ ส่วนภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขึ้นอยู่บ้าง มีเนื้อที่ประมาณ 136,000 เฮกตาร์

6. ป่าบึงหรือป่าพรุ (Fresh water swamp forests)

ขึ้นอยู่ในที่ที่มีน้ำจืดขังอยู่ตลอดปี ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคกลางและภาคใต้ แต่ก็มีเนื้อที่ไม่มากนัก เพียงประมาณ 79,000 เฮกตาร์

7. ป่าชายหาด (Beach Forests)

มีขึ้นอยู่เป็นเนื้อที่เพียงเล็กน้อยไม่สู้จะมีความสำคัญเท่าใดนัก พรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ หูกวาง สนทะเล โพทะเล หยีทะเล และกระทิง

 8. ป่าหญ้า (Savanna)

เป็นป่าหญ้าที่ขึ้นอยู่ในที่ราบ อาจมีต้นไม้เล็ก ๆ หรือไม้ปล้อง ไม้ล้มลุกอื่น ๆ ขึ้นอยู่บ้าง ซึ่งไม่มีความสำคัญในทางการค้าแต่อย่างใด คงใช้ประโยชน์ในทางอ้อมเท่านั้น

งานนิทรรศการในเดือนนี้มีจัดถึง 11 งานด้วยกัน มาดูกันดีกว่าว่าจะมีผลงานของศิลปินท่านใดกันบ้าง กับ รวมนิทรรศการศิลปะ ที่จัดในเดือนตุลาคม 2020

อ่านบทความเพิ่มเติม นอนดึกต้องดูแลตัวเองตามเคล็ดลับต่อไปนี้!

Comments are closed.