รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

อาการปวดหัว เป็นอาการที่ทุกคนต่างก็เคยพบเจอ ซึ่งอาการปวดเหล่านั้นมีความแตกต่างกันออกไปทั้งความรู้สึก ความรุนแรง รวมไปถึงตำแหน่งที่ปวดอีกด้วย ฉะนั้นการจะรับมือกับอาการปวดหัวแต่ละแบบได้อย่างถูกต้อง เราควรมาทำความรู้จักกับตำแหน่งที่ปวดกันก่อน ซึ่งในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้สึกจักกับอาการปวดในแต่ละตำแหน่ง เมื่อเกิดอาการปวดจะได้รักษาให้ถูกวิธี เพราะอาการปวดหัวแต่ละตำแหน่งนั้นสามารถบ่งบอกโรคได้ ดังนั้นเราไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่าค่ะ

รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

            1. ปวดหัวรอบศีรษะ-โรคเครียด

            อาการ “ปวดหัว” รอบศีรษะ เป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อยมากที่สุด โดยอาการปวดหัวแบบนี้ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อรอบศีรษะเกิดอาการเกร็ง โดยจะเกิดที่ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้ง 2 ข้าง สำหรับบางคนในบางครั้งอาจรู้สึกร้าวมาถึงด้านหลังของศีรษะ และบริเวณต้นคอ รวมถึงบ่าและไหล่ด้วย ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความเครียด หรือเป็น “โรคเครียด” นั่นเอง เพราะเมื่อเวลาที่เรารู้สึกเครียดร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางอย่าง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณ ขมับ ศีรษะ บ่า ไหล่ มีการหดตัวและทำให้ปวดศีรษะได้ แนะนำให้สาว ๆ ผ่อนคลาย หรือหยุดคิดหรือหยุดทำในเรื่องนั้น ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดเสียก่อน รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวให้ดีขึ้น

รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

            2. ปวดหัวที่ขมับ ปวดหัวข้างเดียว-โรคไมเกรน

            หากสาว ๆ มีอาการ “ปวดหัว” บริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ปวดหัวข้างเดียว หรืออาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา โดยมีอาการปวดหัวตุ๊บ ๆ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ นั่นคืออาการปวดหัว แบบปวด “ไมเกรน” ทั้งนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในผิวสมอง ทำให้กระทบกับการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการขยายต่อและอักเสบ จึงทำให้เรารู้สึกปวดหัว การบรรเทาอาการปวดหัวของไมเกรน สามารถรับประทานยาแอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน รวมไปถึงยาพารา เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นได้

รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

            3. ปวดหัว ณ จุดกลางใบหน้า-ไซนัสอักเสบ

            อาการ “ปวดหัว” ที่บริเวณจุด “ไซนัส” โดยจะรู้สึกปวดบ่อย ๆ ตั้งแต่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้างลงมา จนถึงบริเวณหน้าผากด้วย รวมถึงปวดบริเวณดั้งจมูก ตรงระหว่างคิ้วและหัวตา พร้อมทั้งมีอาการหายใจติด ๆ ขัด ปวดฟัน ไอ เจ็บคอ มีไข้ และอ่อนเพลีย มีน้ำมูกสีเขียวหรือเหลือง เนื่องจาก “ไซนัสอักเสบ” โดยมีสาเหตุจากการที่เยื่อบุไซนัสติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย จนทำให้เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อ คัดจมูก น้ำมูกไหล ร่วมด้วย การรักษาเบื้องต้น คือ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ ที่สะอาด กินยา และพ่นยาเพื่อลดอาการบวม แต่ถ้าหากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แต่ถ้ามีอาการรุนแรง แนะนำให้พบแพทย์ดีกว่านะคะ

รู้หรือไม่? 7 อาการปวดหัว สามารถบ่งบอกโรคได้

            4. ปวดหัวบริเวณกราม ขากรรไกร-โรคข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว

            สำหรับอาการ “ปวดหัว” ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าใบหู ศีรษะ ขมับ กกหู หน้าหู ในหู ขากรรไกร และฟัน ร่วมกับการเคี้ยวอาหาร เป็นอาการปวดหัวของ “โรคข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว” โดยจะมีอาการอ้าปากไม่ขึ้น ส่วนใหญ่โรคนี้ มักเกิดกับคนที่มีการบาดเจ็บที่ข้อต่อ ขากรรไกร และกล้ามเนื้อบดเคี้ยว แนะนำการรักษาเบื้องต้น คือพยายามรับประทานอาหารอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือกัดของแข็ง ๆ และสามารถใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่ปวด 10-20 นาที ประมาณ 3-5 ครั้งต่อวัน และการรับประทาน ยาแก้ปวด ก็สามารถ ช่วยบรรเทาอาการ “ปวดหัว” ได้

            5. ปวดหัวรุนแรง-โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกสมอง

            การ “ปวดหัว” ลักษณะนี้ จะมีอาการปวดที่มีลักษณะรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดบริเวณ ดวงตา ซึ่งอาจเกิดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง และมีการมองเห็น ที่ผิดปกติ มองเห็นไม่ชัด เกิดภาพซ้อน กล้ามเนื้อชาหรืออ่อนแรง ชัก มีไข้ คอแข็ง น้ำหมูกไหล ตาแดง เวียนหัว สาเหตุเกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองส่วนไฮโบทาลามัส ที่ทำหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนการนอนหลัง รวมถึงอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดบริเวณใบหน้าขยายใหญ่ จนทำให้เกิดทับเส้นประสาทบนใบหน้า ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิด “โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกสมอง” หรือเยื่อหุ้มสมองอาจเกิดการอักเสบได้

            6. ปวดหัวบริเวณท้ายทอย-โรคความดันโลหิตสูง

            อาการปวดศีรษะจากโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีสาเหตุมาจากเมื่อความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดในสมองจะตึงตึวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เรามีอาการปวดศีรษะบริเวณหลอดเลือดเยื่อหุ้มสมองตรงด้านนอกของสมอง หรือบางครั้งอาจเกิดจากการที่กล้ามเนื้อที่ศีรษะตึง หรือกล้ามเนื้อไหล่ถึงคอตึงจนแผ่ไปยังบริเวณศีรษะ แต่ถ้าหากเรามีอาการปวดบริเวณท้ายทอยแล้วอาจสันนิษฐานก่อนก็ได้ว่าเป็นอาการปวดศีรษะเนื่องมาจากความดันโลหิตสูง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความตึงตัวของหลอดเลือดในสมองเปลี่ยนแปลง สมองบวมและแรงดันในสมองเพิ่มขึ้น หากอาการปวดมีความรุนแรง รวมถึงมีอาการคลื่นไส้อาเจียนประกอบ การพบแพทย์ก็ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาจากอาการปวด

            7. ปวดรอบ ๆ ลูกตา ปวดร้าวแนวกรามหรือขากรรไกร-ปัญหาสุขภาพฟัน

            เกิดจากความผิดปกติของข้อขมับและขากรรไกรล่างที่ทำให้การสบฟันผิดปกติไปด้วย จนเป็นสาเหคุให้กล้ามเนื้อที่ควรได้รับการพักผ่อนต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่า ยิ่งนานเข้าจึงส่งสัญญาณความเมื่อยล้ามาเป็นอาการปวดหัวแทน ซึ่งอาการปวดแบบนี้เรียกว่าเป็น “อาการปวดแบบส่งต่อ” หรือ “referred pain” นั่นคือ ต้นตอการปวดอยู่ที่หนึ่ง แต่จะไปรู้สึกมีอาการปวดอีกที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การกินยาแก้ปวด แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ซึ่งหากอาการปวดหัวของคุณมาจากการปัญหาเรื่องฟัน จะได้ปรึกษาทันตแพย์เพื่อตรวจภายในช่องปากและทำการรักษาต่อไป

            จบกันไปแล้วกับ 7 ตำแหน่ง อาการปวดหัว ที่สามารถบ่งบอกโรคได้ คราวนี้เมื่อมีอาการปวดหัว เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องทนกับอาการปวดหัวแบบไม่รู้สาเหตุ และไม่ต้องกินยาแก้ปวดแบบผิดวิธีกันอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามหากเพื่อน ๆ กินยาแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น เพื่อน ๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและรักษาโรคได้อย่างถูกวิธีกันนะคะ

พาไปตะลุยเที่ยว “โครเอเชีย” ประเทศที่จะทำให้คุณประทับใจ โครเอเชีย เป็นประเทศที่มีลักษณะเหมือนรูปเสี้ยววงเดือน ที่มีอาณาเขตจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โครเอเชียถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะประเทศโครเอเชียนั้นขึ้นชื่อเรื่องความงามของเมือง

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : 13 เคล็ดลับ สำหรับสร้างนิสัยที่ดีในการขับถ่าย

Comments are closed.